รายงานพิเศษ
ประเทศได้อะไร ? จาก องค์การมหาชน
ภาณุมาศ ทักษณา
เมื่อ วานนี้( ๑๓ ก.ค.)สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลหน่วยงานราชการพิเศษคือ องค์การมหาชน ได้จัดให้มี “งานวันองค์การมหาชน ครั้งที่ ๒” ขึ้นที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งแต่ ๙.๐๐ น.ไปจนถึง ๑๗.๐๐ น. มีกิจกรรมทางวิชาการเกี่ยวกับองค์การมหาชนหลายเรื่อง โดยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่าง ๆ มาร่วมแสดงความเห็น เช่น
๑ ทศวรรษองค์การมหาชนกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ๒. การปฏิรูปการศึกษากับการพัฒนเศรษฐกิจและสังคม ๓.องค์การมหาชน เพื่อชุมชนเข้มแข็ง ประชาชนแข็งแรง เศรษฐกิจมั่นคง ๔.เทคโนโลยีเพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมในทศวรรษหน้า ๕.องค์การมหาชนกับอนาคตของประเทศไทย โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ๖. การส่งเสริมธุรกิจดิจิตตอลคอนเทนต์ สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิยได้อย่างไร และ ๗.เศรษฐกิจชาติมีปัญหา องค์การมหาชนกับการเกษตรช่วยได้อย่างไร
ทั้ง นี้ เพื่อประเมินผลและคุณภาพขององค์การมหาชน ที่ตั้งขึ้นมาตาม พระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.๒๕๔๒ และมีผลบังคับใช้หลังการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
องค์การ มหาชนในสมัยเริ่มแรกมีอยู่ทั้งสิ้น ๒๕ องค์การ มาจัดตั้งเพิ่มเติมเมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๒ อีก ๓ องค์การ คือ สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) , สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) และ หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) หากสังเกตุให้ดีจะพบว่า ชื่อหน่วยงานขององค์การมหาชนจะมีคำว่า องค์การมหาชน อยู่ในวงเล็บท้ายชื่อทั้งสิ้น
การ ก่อตั้งองค์การมหาชนขึ้นมามากมายก่ายกองนี้ โดยวัตถุประสงค์จริง ๆ แล้วก็เพื่อให้งานบริการซึ่งเป็นนโยบายของรัฐเฉพาะด้านหรืองานที่มีความจำ เป็นเร่งด่วนและต้องการประสิทธิภาพสูง สามารถดำเนินการได้โดยไม่ติดขัดกับกฎระเบียบราชการ
สามารถ ทำงานตอบสนองเป้าหมาย หรือนโยบายของรัฐด้านการให้บริการสังคมและบริการสาธารณะ ซึ่งเป็นงานที่เอกชนทำแทนไม่ได้ หรือบริหารในรูปแบบของรัฐวิสาหกิจ หรือบริษัทไม่ได้ และเป็นกิจการหรือบริการสาธารณะที่รัฐไม่สามารถดำเนินการเองได้ หรือ ไม่สามารถถ่ายโอนให้เอกชนดำเนินการได้
เนื่อง จากเอกชนให้ความสนใจเฉพาะกิจการที่สามารถสร้างกำไร หรือความคุ้มทุน แต่รัฐไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบต่อบริการสาธารณะหรือบริการที่เป็นนโยบาย ของรัฐเฉพาะด้านได้ จึงได้ตั้งองค์การมหาชนขึ้น โดยมีสถานะเป็นนิติบุคคล หน้าที่ให้บริการสาธารณะที่กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐและเป็นบริการ ประสิทธิภาพสูง ไม่ค้ากำรจากการบริการ
องค์การ มหาชน เป็นองค์ในการบริหารงาน บริหารการเงิน บริหารคน มีคณะกรรมการบริหารควบคุมดูแลการดำเนินงาน มีผู้อำนวยการเป็นผู้บริหารกิจการส่วนบุคคล หรือเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน มีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ไม่ใช่ข้าราชการ
หาก พิจารณาจาก วัตถุประสงค์ และหน้าที่ขององค์การมหาชน ตามที่กำหนดในกฎหมายแล้วก็นับว่ามีเจตนาที่ดีนะครับ แต่ในทางปฏิบัตินั้น มีหลายองค์การที่ตั้งขึ้นมาขัดแย้งกับข้อกฎหมายที่กำหนดไว้ และหลายองค์การก็หาบุคคลากรที่จะมาทำหน้าที่ “ผู้อำนวยการ” ไม่ได้ง่าย ๆ จนต้องมีการประกาศรับสมัครผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นนานสองนาน แต่ก็ยังคงหาไม่ได้
ขณะ นี้องค์การมหาชนที่ขาด ผู้อำนวยการ ตั้งจริง มีแต่ “รักษาการผู้อำนวยการ” อยู่ ๑๐ กว่าแห่ง อาทิ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน , สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้า และการพัฒนา , สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ , องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน , ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ , สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ , สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน , สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน , สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร , สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ , สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เป็นต้น
องค์การ มหาชน ๑๐ กว่าแห่งนี้ หากพิจารณาจากชื่อขององค์การแล้วจะเห็นว่า บางองค์การแทบจะไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องมี เนื่องจากดูจากชื่อขององค์การแล้วจะมองเห็นว่า ลักษณะงานขององค์การนั้น ๆ มีความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานราชการที่มีอยู่เดิม บางแห่งก็ซ้ำซ้อนกับงานที่ภาคเอกชนดำเนินการอยู่แล้ว
ตัวอย่าง เช่น สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา หรือ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อบ้าน หรือ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ นั้น ผมอยากทราบจริง ๆ ว่า องค์การมหาชนดังกล่าว มีอำนาจหรือหน้าที่จากหน่วยงานนานาชาติใดหรือ จึงจะสามารถเข้าไป “ก้าวก่าย” กิจการในประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศต่าง ๆ ได้ และองค์การดังกล่าว มีศักยภาพพอเพียงพอที่จะดำเนินภารกิจที่ว่าไว้อย่างได้ผล
หรือ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน นั้น หากจะว่าไปแล้วก็เป็นงานที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) น่าจะทำได้ดีกว่า เนื่องจากมีความพร้อมในด้านบุคคลากร หรือ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ นั้น ปัจจุบันภาคเอกชนก็ทำได้ดีอยู่แล้ว และที่สำคัญภาคเอกชนก็มีสถานที่อยู่พร้อมสรรพ แต่สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ หามีในส่วนนี้ไม่ และไม่เพียงเท่านั้น สำนักงานดังกล่าว ยังต้องใช้งบประมาณในการทำงานที่ค่อนข้างสูง ทั้งในแง่ของการจ้างงานบุคคลากร เช่น ตำแหน่งผู้อำนวยการขององค์การเหล่านี้ขั้นต่ำคือ ๑ แสนบาทต่อเดือน สูงสุดถึง ๓ แสนบาท ทำให้ต้องของบสนับสนุนจากรัฐบาลไม่หยุดหย่อน
เท่า ที่ผมทราบมา ขณะนี้ สำนักงาน ก.พ.ร.ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลองค์การมหาชนกำลัง พิจารณาที่จะ “ยุบเลิก” องค์การมหาชนบางแห่ง อาทิ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน(สพพ.) , สถาลันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและพัฒนา(ไอทีดี) , สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (สบร.) องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน(อพท.) เป็นต้น
ใน โอกาสนี้ ผมจึงขอเสนอให้พิจารณา สำนักงานส่งเสริมและการจัดการประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) พร้อมกันไปด้วยเลยนะครับ เพราะดูจากลักษณะงานแล้ว ผมไม่เห็นถึงความจำเป็นแต่อย่างใดว่าควรจะมีองค์การมหาชนในลักษณะนี้
เนื่อง จากเห็นว่าควรเป็นภาระและหน้าที่ของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) หรือ ภาคเอกชนที่น่าจะดำเนินการได้ดีกว่า ดังจะเห็นว่าในแผนของ ททท.ก็มีเรื่องการจัดประชุมและนิทรรศการอยู่แล้ว และเอกชนก็พยายามทำงานในด้านนี้อยู่แล้วเป็นอย่างดี
ประเทศ ไทยมีองค์การมหาชนมาแล้ว ๑๐ ปีเต็ม ผมอยากทราบว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญต่อหน่วยงานเหล่านี้มากน้อยเพียงใด เคยประเมินผลอย่างเป็นทางการหรือไม่ว่า องค์การใดบ้างที่ก่อตั้งขึ้นมาแล้วคุ้มค่าควรที่จะสนับสนุนให้ยืนหยัดต่อไป หรือองค์การไหนบ้างที่ตั้งขึ้นมาแล้วเป็นตัวถ่วงความเจริญของประเทศและควร ยุบทิ้งไป
การ พิจารณาองค์การเหล่านี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากเลยนะครับ แค่พิจารณาจากชื่อองค์การที่บอกลักษณะงานให้เห็นคราวแล้ว ยังสามารถพิจารณาได้จาก ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการขององค์การได้อีกว่า หายากหรือง่ายเพียงใด
ผม ไม่อยากเห็นองค์การมหาชนเหล่านี้ ต้องวิ่งหาอดีตคนใหญ่คนโตในวงราชการต่าง ๆ หรือ คนเด่นคนดังในสังคมมา “สวม”ตำแหน่งเลยนะครับ ที่กล่าวเช่นนี้ ผมไม่ได้ดูแคลนขีดความสามารถของแต่ละท่านนะครับ แต่หลายท่านผมเข้าใจว่าน่าจะมาเพราะถูกขอร้องให้มาทำหน้าที่รักษาการ เนื่องจาก “นามสกุล” ที่ยังมีบารมีอยู่ ก็เป็นได้ อาทิ
พ.อ.ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท รักษาการผู้อำนวยการองค์การบริหารพัฒนาพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยื่น
พล.ร.อ.ฐนิช กิตติอำพน รักษาการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ หรือ
พล.ท.ฐิตินันท์ ธัญญสิริ รักษาการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เป็นต้น
แต่ ละท่านล้วนมีความรู้ความสามารถในด้านการทหาร แต่กับองค์การมหาชนที่เป็นภารกิจรอบด้านดังกล่าว ตลอดจนต้องเผชิญกับบุคคลากรในองค์กรที่อาจจะแตกต่างจะระบบทหาร ผมก็อดเป็นห่วงแต่ละท่านไม่ได้ ผมจึงอยากเห็นผู้มีความรู้ความสามารถในสาขาวิชาชีพนั้น ๆ โดยตรงมาทำหน้าที่ผู้นำของแต่ละองค์กรนะครับ
ผม เชื่อว่า รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังน่าจะทราบดีนะครับ ว่าแต่ละปีจะต้องจัดงบประมาณเพื่อให้องค์การมหาชนต่าง ๆ นำไปใช้จ่ายเพื่อบริหารและจัดการองค์กรของแต่ละแห่งรวมกันแล้วเป็นเงินเท่า ไหร่ จึงสมควรที่จะทบทวนดูว่า ประเทศชาติได้ประโยชน์จากองค์การมหาชนต่าง ๆ เหล่านี้คุ้มค่าหรือไม่
รีบตัดสินใจนะครับ ก่อนที่จะไม่ใครให้รัฐบาลกู้เงินมาละลายแม่น้ำอย่างทุกวันนี้.
http://www.chaoprayanews.com/2009/07/14/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3-%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81-%E0%B8%AD%E0%B8%87/