Home  »  ข่าวเด่น, รายงานพิเศษ, เรื่องเด่นวันนี้  »  ประเทศชาติได้อะไร จาก องค์การมหาชน ?

ประเทศชาติได้อะไร จาก องค์การมหาชน ?

รายงานพิเศษ

ประเทศได้อะไร ? จาก องค์การมหาชน

                                                                             ภาณุมาศ ทักษณา

          เมื่อ วานนี้( ๑๓ ก.ค.)สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลหน่วยงานราชการพิเศษคือ องค์การมหาชน ได้จัดให้มี “งานวันองค์การมหาชน ครั้งที่ ๒” ขึ้นที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งแต่ ๙.๐๐ น.ไปจนถึง ๑๗.๐๐ น. มีกิจกรรมทางวิชาการเกี่ยวกับองค์การมหาชนหลายเรื่อง โดยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่าง ๆ มาร่วมแสดงความเห็น เช่น

          ๑ ทศวรรษองค์การมหาชนกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ๒. การปฏิรูปการศึกษากับการพัฒนเศรษฐกิจและสังคม ๓.องค์การมหาชน เพื่อชุมชนเข้มแข็ง ประชาชนแข็งแรง เศรษฐกิจมั่นคง ๔.เทคโนโลยีเพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมในทศวรรษหน้า ๕.องค์การมหาชนกับอนาคตของประเทศไทย โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ๖. การส่งเสริมธุรกิจดิจิตตอลคอนเทนต์ สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิยได้อย่างไร และ ๗.เศรษฐกิจชาติมีปัญหา องค์การมหาชนกับการเกษตรช่วยได้อย่างไร

          ทั้ง นี้ เพื่อประเมินผลและคุณภาพขององค์การมหาชน ที่ตั้งขึ้นมาตาม พระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.๒๕๔๒ และมีผลบังคับใช้หลังการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

          องค์การ มหาชนในสมัยเริ่มแรกมีอยู่ทั้งสิ้น ๒๕ องค์การ มาจัดตั้งเพิ่มเติมเมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๒ อีก ๓ องค์การ คือ สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) , สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) และ หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) หากสังเกตุให้ดีจะพบว่า ชื่อหน่วยงานขององค์การมหาชนจะมีคำว่า องค์การมหาชน อยู่ในวงเล็บท้ายชื่อทั้งสิ้น

          การ ก่อตั้งองค์การมหาชนขึ้นมามากมายก่ายกองนี้ โดยวัตถุประสงค์จริง ๆ แล้วก็เพื่อให้งานบริการซึ่งเป็นนโยบายของรัฐเฉพาะด้านหรืองานที่มีความจำ เป็นเร่งด่วนและต้องการประสิทธิภาพสูง สามารถดำเนินการได้โดยไม่ติดขัดกับกฎระเบียบราชการ

          สามารถ ทำงานตอบสนองเป้าหมาย หรือนโยบายของรัฐด้านการให้บริการสังคมและบริการสาธารณะ ซึ่งเป็นงานที่เอกชนทำแทนไม่ได้ หรือบริหารในรูปแบบของรัฐวิสาหกิจ หรือบริษัทไม่ได้ และเป็นกิจการหรือบริการสาธารณะที่รัฐไม่สามารถดำเนินการเองได้ หรือ ไม่สามารถถ่ายโอนให้เอกชนดำเนินการได้

          เนื่อง จากเอกชนให้ความสนใจเฉพาะกิจการที่สามารถสร้างกำไร หรือความคุ้มทุน แต่รัฐไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบต่อบริการสาธารณะหรือบริการที่เป็นนโยบาย ของรัฐเฉพาะด้านได้ จึงได้ตั้งองค์การมหาชนขึ้น โดยมีสถานะเป็นนิติบุคคล หน้าที่ให้บริการสาธารณะที่กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐและเป็นบริการ ประสิทธิภาพสูง ไม่ค้ากำรจากการบริการ

          องค์การ มหาชน เป็นองค์ในการบริหารงาน บริหารการเงิน บริหารคน มีคณะกรรมการบริหารควบคุมดูแลการดำเนินงาน มีผู้อำนวยการเป็นผู้บริหารกิจการส่วนบุคคล หรือเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน มีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ไม่ใช่ข้าราชการ

          หาก พิจารณาจาก วัตถุประสงค์ และหน้าที่ขององค์การมหาชน ตามที่กำหนดในกฎหมายแล้วก็นับว่ามีเจตนาที่ดีนะครับ แต่ในทางปฏิบัตินั้น มีหลายองค์การที่ตั้งขึ้นมาขัดแย้งกับข้อกฎหมายที่กำหนดไว้ และหลายองค์การก็หาบุคคลากรที่จะมาทำหน้าที่ “ผู้อำนวยการ” ไม่ได้ง่าย ๆ จนต้องมีการประกาศรับสมัครผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นนานสองนาน แต่ก็ยังคงหาไม่ได้

          ขณะ นี้องค์การมหาชนที่ขาด ผู้อำนวยการ ตั้งจริง มีแต่ “รักษาการผู้อำนวยการ” อยู่ ๑๐ กว่าแห่ง อาทิ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน , สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้า และการพัฒนา , สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ , องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน , ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ , สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ , สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน , สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน , สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร , สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ , สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เป็นต้น

          องค์การ มหาชน ๑๐ กว่าแห่งนี้ หากพิจารณาจากชื่อขององค์การแล้วจะเห็นว่า บางองค์การแทบจะไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องมี เนื่องจากดูจากชื่อขององค์การแล้วจะมองเห็นว่า ลักษณะงานขององค์การนั้น ๆ มีความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานราชการที่มีอยู่เดิม บางแห่งก็ซ้ำซ้อนกับงานที่ภาคเอกชนดำเนินการอยู่แล้ว

          ตัวอย่าง เช่น สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา หรือ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อบ้าน หรือ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ นั้น ผมอยากทราบจริง ๆ ว่า องค์การมหาชนดังกล่าว มีอำนาจหรือหน้าที่จากหน่วยงานนานาชาติใดหรือ จึงจะสามารถเข้าไป “ก้าวก่าย” กิจการในประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศต่าง ๆ ได้ และองค์การดังกล่าว มีศักยภาพพอเพียงพอที่จะดำเนินภารกิจที่ว่าไว้อย่างได้ผล

          หรือ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน นั้น หากจะว่าไปแล้วก็เป็นงานที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) น่าจะทำได้ดีกว่า เนื่องจากมีความพร้อมในด้านบุคคลากร หรือ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ นั้น ปัจจุบันภาคเอกชนก็ทำได้ดีอยู่แล้ว และที่สำคัญภาคเอกชนก็มีสถานที่อยู่พร้อมสรรพ แต่สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ หามีในส่วนนี้ไม่ และไม่เพียงเท่านั้น สำนักงานดังกล่าว ยังต้องใช้งบประมาณในการทำงานที่ค่อนข้างสูง ทั้งในแง่ของการจ้างงานบุคคลากร เช่น ตำแหน่งผู้อำนวยการขององค์การเหล่านี้ขั้นต่ำคือ ๑ แสนบาทต่อเดือน สูงสุดถึง ๓ แสนบาท ทำให้ต้องของบสนับสนุนจากรัฐบาลไม่หยุดหย่อน

          เท่า ที่ผมทราบมา ขณะนี้ สำนักงาน ก.พ.ร.ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลองค์การมหาชนกำลัง พิจารณาที่จะ “ยุบเลิก” องค์การมหาชนบางแห่ง อาทิ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน(สพพ.) , สถาลันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและพัฒนา(ไอทีดี) , สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (สบร.) องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน(อพท.) เป็นต้น

          ใน โอกาสนี้ ผมจึงขอเสนอให้พิจารณา สำนักงานส่งเสริมและการจัดการประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) พร้อมกันไปด้วยเลยนะครับ เพราะดูจากลักษณะงานแล้ว ผมไม่เห็นถึงความจำเป็นแต่อย่างใดว่าควรจะมีองค์การมหาชนในลักษณะนี้

          เนื่อง จากเห็นว่าควรเป็นภาระและหน้าที่ของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) หรือ ภาคเอกชนที่น่าจะดำเนินการได้ดีกว่า ดังจะเห็นว่าในแผนของ ททท.ก็มีเรื่องการจัดประชุมและนิทรรศการอยู่แล้ว และเอกชนก็พยายามทำงานในด้านนี้อยู่แล้วเป็นอย่างดี

          ประเทศ ไทยมีองค์การมหาชนมาแล้ว ๑๐ ปีเต็ม ผมอยากทราบว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญต่อหน่วยงานเหล่านี้มากน้อยเพียงใด เคยประเมินผลอย่างเป็นทางการหรือไม่ว่า องค์การใดบ้างที่ก่อตั้งขึ้นมาแล้วคุ้มค่าควรที่จะสนับสนุนให้ยืนหยัดต่อไป หรือองค์การไหนบ้างที่ตั้งขึ้นมาแล้วเป็นตัวถ่วงความเจริญของประเทศและควร ยุบทิ้งไป

          การ พิจารณาองค์การเหล่านี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากเลยนะครับ แค่พิจารณาจากชื่อองค์การที่บอกลักษณะงานให้เห็นคราวแล้ว ยังสามารถพิจารณาได้จาก ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการขององค์การได้อีกว่า หายากหรือง่ายเพียงใด

          ผม ไม่อยากเห็นองค์การมหาชนเหล่านี้ ต้องวิ่งหาอดีตคนใหญ่คนโตในวงราชการต่าง ๆ หรือ คนเด่นคนดังในสังคมมา “สวม”ตำแหน่งเลยนะครับ ที่กล่าวเช่นนี้ ผมไม่ได้ดูแคลนขีดความสามารถของแต่ละท่านนะครับ แต่หลายท่านผมเข้าใจว่าน่าจะมาเพราะถูกขอร้องให้มาทำหน้าที่รักษาการ เนื่องจาก “นามสกุล” ที่ยังมีบารมีอยู่ ก็เป็นได้ อาทิ

พ.อ.ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท รักษาการผู้อำนวยการองค์การบริหารพัฒนาพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยื่น

พล.ร.อ.ฐนิช กิตติอำพน รักษาการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ หรือ

พล.ท.ฐิตินันท์ ธัญญสิริ รักษาการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เป็นต้น

 แต่ ละท่านล้วนมีความรู้ความสามารถในด้านการทหาร แต่กับองค์การมหาชนที่เป็นภารกิจรอบด้านดังกล่าว ตลอดจนต้องเผชิญกับบุคคลากรในองค์กรที่อาจจะแตกต่างจะระบบทหาร ผมก็อดเป็นห่วงแต่ละท่านไม่ได้  ผมจึงอยากเห็นผู้มีความรู้ความสามารถในสาขาวิชาชีพนั้น ๆ โดยตรงมาทำหน้าที่ผู้นำของแต่ละองค์กรนะครับ

ผม เชื่อว่า รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังน่าจะทราบดีนะครับ ว่าแต่ละปีจะต้องจัดงบประมาณเพื่อให้องค์การมหาชนต่าง ๆ นำไปใช้จ่ายเพื่อบริหารและจัดการองค์กรของแต่ละแห่งรวมกันแล้วเป็นเงินเท่า ไหร่ จึงสมควรที่จะทบทวนดูว่า ประเทศชาติได้ประโยชน์จากองค์การมหาชนต่าง ๆ เหล่านี้คุ้มค่าหรือไม่

รีบตัดสินใจนะครับ ก่อนที่จะไม่ใครให้รัฐบาลกู้เงินมาละลายแม่น้ำอย่างทุกวันนี้.

 http://www.chaoprayanews.com/2009/07/14/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3-%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81-%E0%B8%AD%E0%B8%87/

 

  http://news.swu.ac.th/show_oldnews.asp?state=7&
รัฐผ่านกฏหมายตั้งหอภาพยนตร์เป็นองค์การมหาชน ยันเป็นของรัฐ100% เร่งตั้งบอร์ดบริหารช่วงเปลี่ยนผ่าน

นายธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) แถลงวานนี้ (1 ก.ค.) ว่าการปรับหอภาพยนตร์แห่งชาติ กรมศิลปากร
เป็นองค์การมหาชน ซึ่งมีความพยายามผลักดันกันมายาวนานถึง 8 ปี เปลี่ยนมาหลายรัฐบาลแล้ว ยังดำเนินการไม่สำเร็จนั้น
บัดนี้ พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2552
ส่งผลให้หอภาพยนตร์แห่งชาติ กรมศิลปากร กลายเป็น หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นองค์การมหาชนแห่งที่สองในกระทรวงวัฒนธรรม
และเปลี่ยนระบบการบริหารมาเป็นนิติบุคคลเบ็ดเสร็จในตัวเองและอยู่ในกำกับของ รัฐมนตรีว่าการโดยตรง

นายธีระ กล่าวว่า ที่ผ่านมาคนทั่วไปยังไม่สู้เข้าใจเรื่ององค์การมหาชน และมักเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า องค์การมหาชนไม่ใช่ส่วนราชการ
บ้างก็เข้าใจผิดไปว่า องค์การมหาชนเป็นการแปรรูปไปเป็นบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ตนขอชี้แจงว่า กรณีของหอภาพยนตร์ก็เช่นเดียวกัน 
ไม่ ใช่เป็นการแปรรูป หอภาพยนตร์ใหม่ยังคงเป็นหน่วยงานของรัฐร้อยเปอร์เซ็นต์ เพียงแต่เปลี่ยนการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพและทันสมัยแบบเอกชน
จึง ไม่ต้องกังวลว่าหอภาพยนตร์จะนำภาพยนตร์ต่างๆ ซึ่งหอได้รับมอบมาจากภาครัฐและเอกชนตลอดเวลา 25 ปีที่ผ่านมาไปหาผลประโยชน์ในเชิงพาณิชย์

รัฐมนตรีว่าการกระทวงวัฒนธรรม กล่าวว่า “หลังจากนี้จะต้องรีบแต่งตั้งบอร์ดชั่วคราวเพื่อเข้าไปบริหารจัดการในระยะเปลี่ยนถ่าย
ซึ่งจะต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิและรู้เรื่องหรือเคยมีประสบการณ์การบริหาร องค์การมหาชนดี ขณะเดียวกันจะต้องรีบดำเนินการโอนกิจการ
ทรัพย์สิน สิทธิ์ หนี้สิน ฯลฯ ของหอภาพยนตร์เดิมไปเป็นของหอใหม่”

นายธีระ กล่าวทิ้งท้ายว่า เรื่ององค์การมหาชนนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีให้ความสนใจค่อนข้างมาก และทราบเรื่องดีที่สุด
เนื่องจากเป็นผู้รับผิดชอบจัดทำพระราชบัญญัติองค์การมหาชนจนสำเร็จในสมัย นายกชวน หลีกภัย จึงกำชับให้ตนดูแลเรื่องดังกล่าวให้ดี
เพราะที่ผ่านมามีการจัดตั้งองค์การมหาชนที่ไม่ค่อยถูกหลักการ

"จึง อยากเรียนคนในวงการภาพยนตร์และผู้ที่เป็นห่วงฟิล์มภาพยนตร์ของหอภาพยนตร์ว่า ขอให้ไว้วางใจได้ และขอให้ช่วยติดตามดูผลงานว่าจะดีขึ้นจริงหรือไม่”

ข้อมูลจาก : http://www.bangkokbiznews.com/
อันเนื่องด้วยวันนี้เป็นวันดีและมีการจัดสังสรรค์ปีใหม่กันในหน่วยงานก็มีโอ กาศได้เจอนายเก่าๆ ดีใจเหมือนกันไม่เจอกันนานแล้ว นายใหม่ก็ได้ประกาศบนเวทีแล้วว่าอยู่กระทรวงเดียวกันและเห็นอกเห็นใจกันหมด แม้ไม่ได้อยู่กรมเดียวกันมาแต่แรกแต่อุดมการณ์ร่วมกันก็คงหนีไม่พ้นความรัก ความเมตตาห่วงใยรักใคร่ประชาชน เพราะกระทรวงของเรานั้นรวมมิตรงานเกี่ยวกับมวลชนสารพัดไม่ว่าดินน้ำลมไฟร้อย แปดพันประการ  เรียกว่าภาพพจน์ของกระทรวงเกี่ยวกับกิจการภายในประเทศแห่งนี้รวมร้อยสารพัด สารเพ ไม่ว่าเรื่องความมั่นคงความปลอดภัยภายในหรือชายแดน กระทั่งการบริหารเงิน การมุ่งสร้างประชาธิปไตย การสร้างพลังมวลชน กระทั่งต้องให้มวลอยู่รอดด้วยธุรกิจค้าขายของตนในท้องถิ่น ขณะนี้ยูเอ็นแม่งานคราวที่แล้วเขาพยายามส่งสันญาณแรงสูงเกี่ยวกับเรื่องการ กระจายอำนาจลงสู่ส่วนท้องถิ่น ซึ่งเขาก็พยายามถึงที่สุดที่จะโน้มน้าวสารพัดกระทรวงให้เห็นดีเห็นงามรีบ ถ่ายทอดอำนาจรวมทั่งความรับผิดชอบลงสู่ชนบท ซึ่งฟังรายงานและผลสะท้อนของสารพัดทั้งหลายไม่ว่ากระทรวงหมอกระทรวงครู กระทรวงสงเคราะห์และมีโดนหนักๆก็คือกระทรวงมวลชนของพวกเรานี่แหละที่โดนลูก หลงอยู่ตลอดการสัมมนาถกเถียงทั้งหลาย  มีนักวิชาการนักต่อสู้สิทธิสารพัดขึ้นเวทีสะท้อนและส่งสิ่งท้าทายให้ภาครัฐ และเอกชนรุดหน้า ซึ่งเรื่องยากก็คือการขับเคลื่อนต้องอยู่ภายใต้นโยบายการเมืองซึ่งประดานัก วางแผนนักวางกลยุทธ์นักวางงบประมาณและนักลุยงานต่างประเทศรวมไปทั้งนักตรวจ สอบนักประเมินตัวกลั่นเพื่อมวลชนคนรากหญ้าคนยากจนอย่างพวกเราๆนั้นเห็นหัว หมุนตามขั้วรัฐบาลที่เปลี่ยนไปมาจนแทบจะขับเคลื่อนอะไรไม่ครบรอบปีกันเสียที เช่นการเปลี่ยนนายสามสี่เดือนครั้งอะไรอย่างนี้เป็นต้น   แต่ก็ผ่านพ้นมาได้ เก่งจริงๆเลยนะเนี่ย  ขอยกเครดิตให้ทุกคนในกรมเลย สมกับได้รางวัลสุดยอดPMQAของปีที่แล้ว ระดับประเทศ จนกระทั่งผู้คนทั้งในและต่างประเทศแห่แหนกันมาดูงาน จนต้อนรับกันไม่หวัดไม่ไหว โอ้แม่เจ้า

วันนี้มีความสุขได้กินก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยที่นายเราเคยเป็นพอจอมาก่อน รสชาติไม่ต้องปรุงก็ได้นะเนี่ย อีกทั้งโอกาศเจอนายเก่าๆที่มาจากอยุธยา คงจะมาโปรโมทสหกรณ์อะไรอย่างนี้ด้วย เรื่องการจัดการเรื่องเงินผลประโยชน์ของพวกน้องน้อยน่ารักของนายๆของเรานั้น ก็ไม่อยากไปว่าอะไรเขามากเพราะเขาก็พยายามอยู่ แต่ขอบอกว่าเรื่องบางอย่างมันเป็นอะไรที่นายต้องเกินมาชนเพื่อลูกน้องตัว น้อยเหมือนกันเพราะลูกน้องนั้นเกิดมาเป็นลูกน้องก็มีอำนาจบารมีที่สั่งสมมา ไม่เหมือนกับนายอยู่แล้วเพราะนายต้องพูดจามีน้ำหนักมากกว่าเช่นนายคิดว่า สวัสดิการรายได้ของพวกลูกน้องตัวน้อยๆในกรมพลังมวลชนนี้ยังไม่ดีพอสู้กรม ช่างกรมการดินน้ำลมไฟไม่ได้แต่ถ้านอกกรอบกันเสียน้อยกฏหมายทุกอย่างมีข้อยก เว้นเพื่อความเป็นธรรมที่ไม่ต้องการเอาเปรียบใครหรอก  เพราะคนทำงานเพื่อประชาชนก็ต้องการชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ใช่ว่าหนี้รัฐสวัสดิการดีแต่รายได้ต่ำ จนเอกชนนายทุนส่ายหัวดิก ไม่อยากปล่อยกู้ไม่อยากบริจาค จึงให้ไอ้พวกสารพัดบัตรที่ว่ามันในระบบที่มันขูดค่าปรับดอกเบี้ยแพงกว่าเจ้า หนี้นอกระบบบางเจ้าขูดมันเข้าไป เป็นวัฏจักรกงกรรมกงเกวียนที่ทำให้แฮมเบอร์เกอร์บูดในประเทศยักษ์มาแล้ว  วิทยากรบางท่านว่าประเทศที่มีชาวมุสลิมมากที่สุดในโลกเขาโดดเด่นจริง เรื่องกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นคืนเดียวพรวดส่งย้ายคนจากส่วนกลางเข้าท้องถิ่น เป็นล้านคน และประเทศเกาะน้อยในฝัน ก็เป็นประเทศที่ให้เงินเดือนภาคราชการสูงสุดในโลก  เหล่านี้อยู่ในโซนอาเซี่ยนASEANแหล่งการค้าเสรีของพี่น้องเนี่ยแหละ เพราะเขาเห็นประโยชน์สุขของประชาชนจริงๆโดยจัดการบุคคลากรภาครัฐให้มีความ พร้อมก่อนจะลงสู่สนามมวลชน ไม่ใช่บางประเทศที่โดนองค์การชำนัญพิเศษของสหชาติรวมมิตรถากถางทุกเวทีในโลก ว่าโคตรโกงคอรัปชั่น เอาแต่ประโยชน์ตัวเองพวกพ้ององค์กร  ประเทศพวกจุดจุดจุดที่ต้องโดนขึ้นบัญชีดำมีแต่แตกแยกมีแต่ก่อการร้ายมีแต่ยา เสพติดค้าอาวุธค้ามนุษย์กดขี่ข่มเหงผู้อพยพแรงงานต่างด้าวไร้มนุษยธรรมริดร อนสิทธิมนุษยชนไม่ว่าผู้ด้อยโอกาศสิทธิเด็กสตรีเยาวชนแถมยังโคตรประสพภัย พิบัติเพราะไม่เคยสนใจป้องกันให้ได้ระดับสากลยังมีหน้ามาร้องเย้วๆว่าให้ ประเทศรวยๆลดภาวะโลกร้อน  เอามันเข้าไป โลกหนอโลก

เทคโนโลยีภาควิทย์ภาคช่างภาคหมอภาคนักวิชาการเราก็เลอเลิศ แต่ไปทำงานรับค่าตอบแทนสูงอยู่ต่างแดนก็มาก ที่สุดเซียนยังคงอยู่ก็รักษากันไว้ไม่ค่อยเป็น ชอบดิสเครดิตกันเข้าไปมัวหมองกันไปหมดแล้ว  ไม่รู้จะเอาการเมืองมาเล่นสาดน้ำโคลนอะไรนักหนาประชาชนคงเบื่อน่าดู ก็หวังจนไม่อยากจะหวังว่าปีใหม่ปีเสือน้อยน่ารักอย่างที่เราและกรมกำลังจะ ครบสี่รอบในปีนี้ ต้องมีอะไรดีขึ้นมั่งแหละ


Nice time of happy new year party day ,we got very kind and nice executive gathering for give best wishes to each other...we got musician big boss also ...good to have nice soft art feeling inside administrative management in community empowerment inside fund and good marketing for our grassroot in rural development missions or projects ...look like we can get all best local products that streangthening inside village funds or foundations by great powerful high creative leaders training by our CDD coachers!!!!!..last year we got honor of best management organization inside all thailand government units. and this tiger year with high fiercefully jungle spiritual leader and artish style inside CDD blood ...we still fight for lower poverty grassroot of thailand...again in this new year...see us in next missions!!!!!

Sugarcane and Happy eating day of Sukothai provincial noodle hot soup....today!!!!
HOME
FORUM
OFFER
BIRDMYDOG
ASPIRATIONLAW
DOTCOM
DOTNET
OTHERS
ALBUM
 

CONTACT ME

HOME

SITEMAP

 

Birdmydog album

birdmydog

counter map journalism
counter map